Skip to main content
เทวศาสตร์ ฉบับอ่านง่าย

BOOK

บทที่ 3 พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในวิถีชีวิตของพระศาสนจักร

ความสำคัญของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

พระคัมภีร์มีความสำคัญต่อพระศาสนจักรเสมอมา แม้กระทั่งก่อนที่พันธสัญญาใหม่จะถูกเขียนขึ้น ชุมชนคริสตชนก็เคารพเทิดทูนหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิวซึ่งต่อมาจะประกอบขึ้นเป็นพันธสัญญาเดิม พระคัมภีร์เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของการเผยแสดงของพระเจ้า และด้วยการอ่านพระคัมภีร์บ่อยๆ เราจะสามารถรู้จักพระเยซูคริสตเจ้าได้ดียิ่งขึ้น หากพระคัมภีร์คือพระเจ้าที่กำลังตรัสอยู่จริงๆ ก็ยากที่จะจินตนาการถึงการใช้เวลาที่ดีไปกว่าการฟังพระองค์ตรัสผ่านพระคัมภีร์เล่มนี้

บางครั้งมีคนกล่าวว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไม่สนับสนุนให้ฆราวาสอ่านพระคัมภีร์ สิ่งนี้ไม่เป็นความจริง อันที่จริง สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ได้ระบุว่า "ควรจัดให้คริสตชนทุกคนสามารถเข้าถึงพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย" ทว่า พระศาสนจักรก็สอนว่า แม้เราทุกคนควรอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ แต่เราต้องกระทำเช่นนั้นภายในบริบทของธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์เสมอ เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว การอ่านพระคัมภีร์ก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตความศรัทธาของคริสตชนทุกคน

วิธีหนึ่งที่คาทอลิกมีปฏิสัมพันธ์กับพระคัมภีร์คือการคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพระคัมภีร์ เราพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ จากนั้นนำข้อมูลนี้มาปะติดปะต่อกับสิ่งอื่นๆ ที่เรารู้เพื่อสร้างความรู้ใหม่ การปฏิบัตินี้เรียกว่า เทวศาสตร์ (Theology) เทวศาสตร์คือการศึกษาเรื่องพระเจ้า มันคือกระบวนการคิดของมนุษยชาติต่อความจริงที่ได้รับการเผยแสดง นักเทวศาสตร์ตั้งคำถามว่า: จากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงแสดงให้เราเห็นเกี่ยวกับพระองค์เอง และจากสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเราและโลก เราสามารถตัดสินข้อใดให้เป็นความจริงได้บ้าง?

เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นผู้ประพันธ์พระคัมภีร์ พระคัมภีร์จึงเป็นศูนย์กลางของงานทางเทวศาสตร์; มันให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับทั้งพระเจ้าและพวกเราแก่นักเทวศาสตร์ หากเราพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าให้มากขึ้น การเริ่มต้นด้วยพระวจนะของพระองค์ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ด้วยเหตุนี้ สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 จึงเรียกพระคัมภีร์ว่า "จิตวิญญาณของเทวศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์"

อย่างไรก็ตาม เทวศาสตร์ไม่ใช่แค่การศึกษาพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าผ่านทางการศึกษาพระคัมภีร์ ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ และการเผยแสดงตามธรรมชาติ (ประสบการณ์) นี่หมายความว่าเทวศาสตร์ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวของมันเอง เราไม่ได้ศึกษามันเพียงเพื่อศึกษา หรือเพราะเราคิดว่ามันสนุกที่จะตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับพระเจ้า ตรงกันข้าม เราศึกษามันเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและรู้จักตัวเราเองให้ดียิ่งขึ้น เทวศาสตร์ควรทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น; มันควรช่วยให้เรารักพระองค์มากขึ้นและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์บนโลก นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงดลใจให้เขียนพระคัมภีร์: เพื่อเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์ คิดถึงพระองค์ และติดตามพระองค์

พระคัมภีร์และการภาวนา พิธีทำวัตร
(The Liturgy of the Hours)

สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์ไม่ใช่แค่หนังสือสำหรับการภาวนาส่วนตัวหรือการศึกษาทางเทวศาสตร์เท่านั้น ดังที่เราได้เห็นแล้วว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม พระคัมภีร์มีตำแหน่งที่โดดเด่นในพิธีกรรมของพระศาสนจักร เมื่อเราคิดถึงพิธีกรรมคาทอลิก ความคิดแรกของเราคือพิธีมิสซาศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากพิธีมิสซาแล้ว พระศาสนจักรยังเฉลิมฉลองพิธีทำวัตร (Liturgy of the Hours) เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Divine Office พระคัมภีร์เป็นส่วนสำคัญยิ่งของพิธีกรรมนี้ด้วยเช่นกัน

พิธีทำวัตรได้ชื่อนี้มาเนื่องจากถูกแบ่งออกเป็น "ชั่วโมง" หรือช่วงเวลาของการภาวนาเจ็ดช่วงตลอดทั้งวัน: บททำวัตรเช้าตรู่ (Matins), บททำวัตรเช้า (Lauds), บททำวัตรสาย (Terce), บททำวัตรเที่ยง (Sext), บททำวัตรบ่าย (None), บททำวัตรเย็น (Vespers) และบททำวัตรค่ำ (Compline) พิธีกรรมเล็กๆ เหล่านี้รวมกันเป็นพิธีทำวัตรหนึ่งเดียว ในแต่ละชั่วโมงจะมีการขับร้องเพลงสดุดีร่วมกับการอ่านพระคัมภีร์ บทภาวนา เพลงสวด และบทอ่านจากบรรดาปิตาจารย์และนักปราชญ์ของพระศาสนจักร ในพิธีกรรมนี้ พระคัมภีร์ได้รับการผนวกรวมเข้ากับธรรมประเพณีของพระศาสนจักรอย่างสมบูรณ์ และองค์ประกอบทั้งหมดของการเผยแสดงนี้—พระคัมภีร์และธรรมประเพณี—ก็ถูกบูรณาการเข้ากับจังหวะชีวิตประจำวันของพระศาสนจักรที่กำลังภาวนา

ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากพิธีทำวัตรมีรากฐานมาจากการนมัสการในพระวิหารของชาวยิว มันจึงหลอมรวมพระศาสนจักรเข้ากับบรรพบุรุษในอิสราเอล เมื่อเราสวดทำวัตร เราก็ได้มีส่วนร่วมในขอบเขตทั้งหมดของประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 สอนว่า พิธีทำวัตรนั้นไม่ใช่สิ่งใดอื่นนอกจาก “บทภาวนาที่พระเยซูเจ้าเอง เมื่อทรงรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระกายของพระองค์คือพระศาสนจักร ทรงทูลต่อพระบิดา” ดังนั้น การสวดทำวัตรจึงเป็นการรวมคริสตชนเข้าด้วยกันตลอดประวัติศาสตร์และรวมเข้ากับพระคริสตเจ้า

จากความเข้าใจเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่เราได้อภิปรายกันมาจนถึงตอนนี้ น่าจะเห็นได้ชัดเจนว่าพระคัมภีร์นั้นสอดรับกับการภาวนานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียงใด เมื่อเราร้องเพลงสดุดีในพิธีทำวัตร เราไม่ได้กำลังท่องข้อความจากอดีตอันไกลโพ้น ทว่า เรากำลังเข้าสู่การภาวนาที่ไร้กาลเวลาของพระศาสนจักร; ตัวบทของพระคัมภีร์ถูกดึงขึ้นมาจากหน้ากระดาษและทำให้เป็นจริงเหมือนเมื่อครั้งที่ชาวยิวในพันธสัญญาเดิมได้ขับร้องบทเพลงแห่งการสรรเสริญ การวิงวอน การเป็นทุกข์ถึงบาป และการขอบพระคุณเป็นครั้งแรก ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราก้าวผ่านแต่ละวันและฤดูกาลของปี เราอ่านพระคัมภีร์โดยได้รับการชี้แนะจากบทภาวนาของพระศาสนจักรและงานเขียนของบรรดานักบุญผู้ยิ่งใหญ่ พิธีทำวัตรจะถูกสวดเป็นประจำทุกวันโดยพระสงฆ์ นักบวชชายหญิงและบาทหลวง และพระศาสนจักรก็สนับสนุนให้บรรดาฆราวาสสวดด้วยเช่นกัน

พระคัมภีร์ในพิธีมิสซา
(Scripture in the Mass)

ในชีวิตของพระศาสนจักร พระคัมภีร์นั้นมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง คงจะไม่มีที่ใดที่ทรงพลังไปกว่าในพิธีมิสซา ส่วนแรกของพิธีมิสซาเรียกว่า พิธีภาวนาจากพระคัมภีร์ (Liturgy of the Word) ในระหว่างส่วนนี้ โดยปกติเราจะอ่านจากพันธสัญญาเดิม ร้องเพลงสดุดี อ่านจากบทจดหมายในพันธสัญญาใหม่ และตามด้วยพระวรสารฉบับใดฉบับหนึ่ง บทอ่านเหล่านี้ได้รับการประกาศจากธรรมาสน์ (ambo) ซึ่งมักจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นและยกสูงขึ้น เพื่อให้ทุกคนมองเห็นและได้ยินผู้อ่าน สิ่งนี้ช่วยดึงดูดความสนใจของสัตบุรุษไปยังการประกาศพระวจนะ บทอ่านจะถูกอ่านจากหนังสือบทอ่าน (Lectionary) ซึ่งเป็นปฏิทินพระคัมภีร์ที่มีบทอ่านเฉพาะสำหรับทุกวันทางพิธีกรรม บทอ่านเหล่านี้ถูกเลือกมาเพราะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันและเชื่อมโยงกับวันทางพิธีกรรมนั้นๆ

ลองพิจารณาวันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล (Immaculate Conception) วันศักดิ์สิทธิ์นี้ฉลองการปฏิสนธิของแม่พระที่ปราศจากมลทินของบาปกำเนิด พระศาสนจักรสอนว่าแม่พระประสูติมา "เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน" และทรงปราศจากบาปที่มนุษย์ได้รับมรดกมาจากการล้มลงในบาปของอาดัมและเอวา ผ่านทางแม่พระ พระคริสตเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกและเอาชนะบาปได้อย่างราบคาบ บทอ่านในวันสมโภชนี้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด บทอ่านแรกกล่าวถึงบาปของอาดัมและเอวา ซึ่งทำให้บาปเข้ามาในโลก (ปฐมกาล 3:9-15, 20) จากนั้นเพลงสดุดีสรรเสริญพระเจ้าสำหรับชัยชนะเหนือความชั่วร้าย ซึ่งเป็นการปูทางสู่การเอาชนะบาปในพันธสัญญาใหม่ (สดุดี 98:1-4) ต่อมา ในบทอ่านที่สอง เราได้ยินนักบุญเปาโลอธิบายว่าพระหรรษทานของพระเจ้าที่ให้มาเพื่อยกบาปนั้น เข้ามาในโลกผ่านทางพระคริสตเจ้า (เอเฟซัส 1:3-6, 11-12) บทอ่านพระวรสาร (ลูกา 1:26-38) บรรยายถึงวิธีที่พระคริสตเจ้าเสด็จมาในโลกผ่านคำกล่าวอันถ่อมตนของแม่พระว่า "ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามพระดำรัสของท่านเถิด" (ลูกา 1:38) ซึ่งทูตสวรรค์ได้กล่าวทักทายพระนางว่า "เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน" (ลูกา 1:28) พระศาสนจักรเข้าใจมาอย่างยาวนานแล้วว่าแม่พระคือเอวาคนใหม่ ผู้นำชัยชนะที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ในบทอ่านแรก (ปฐมกาล 3:15) เข้ามาสู่โลก นึ่คือเหตุผลว่าทำไมรูปปั้นแม่พระหลายรูปจึงแสดงภาพพระนางกำลังเหยียบงู ที่ซึ่งคำปฏิเสธของเอวานำมาซึ่งบาป การตอบรับของแม่พระก็นำมาซึ่งความรอดพ้น

บทอ่านในวันสมโภชปฏิสนธินิรมลอธิบายถึงบทบาทของแม่พระในฐานะเอวาคนใหม่ แต่ในพิธีมิสซา บทอ่านเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ทันทีที่อ่านจบ พระสงฆ์หรือสังฆานุกรจะให้บทเทศน์ที่อธิบายความเชื่อมโยง ความหมาย และแนวทางวิถีชีวิตที่เรียกให้เราปฏิบัติตาม พิธีมิสซาสำหรับวันสมโภชปฏิสนธินิรมลยังมีบทภาวนาพิเศษที่สะท้อนถึงความเข้าใจของพระศาสนจักรเกี่ยวกับแม่พระ และการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับของประทานนี้ ด้วยวิธีนี้—ผ่านการจัดระเบียบบทอ่าน ผ่านบทภาวนาอื่นๆ ของพิธีกรรม และบทเทศน์—พระศาสนจักรตีความพระคัมภีร์ในพิธีมิสซา

แม้นอกเหนือบทยามอ่าน เกือบทุกบทภาวนาหรือการกระทำในพิธีมิสซาก็มีความเชื่อมโยงกับพระคัมภีร์ เช่น ก่อนรับศีลมหาสนิท เราภาวนาว่า: "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าไม่สมควรจะรับเสด็จมาประทับอยู่กับข้าพเจ้า โปรดตรัสเพียงพระวาจาเดียว แล้วจิตใจข้าพเจ้าก็จะบริสุทธิ์" นี่เป็นการนำการตอบสนองของนายร้อยที่มีต่อพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์เสนอไปรักษาผู้รับใช้ของเขามาใช้ (มัทธิว 8:8) บทภาวนาหลักๆ ในพิธีมิสซา ตั้งแต่บทพระสิริรุ่งโรจน์ (Gloria) ไปจนถึงบทขอบพระคุณ (Eucharistic Prayers) ต่างหยั่งรากในพระคัมภีร์

ทว่าพิธีมิสซาไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อความจากพระคัมภีร์; มันคือการเผชิญหน้าโดยตรงกับความเป็นจริงที่พระคัมภีร์กล่าวถึง เมื่อเราสวดบทข้าแต่พระบิดาในพิธีมิสซา เราไม่ได้กำลังท่องพระคัมภีร์ แต่เรากำลังเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสตเจ้าที่สั่งให้ภาวนาเช่นนี้ (มัทธิว 6:9-14) พระคัมภีร์บันทึกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงสวดบทข้าแต่พระบิดา: เพราะพระเยซูเจ้าทรงสั่งเรา คริสตชนยุคแรกก็สวดบทข้าแต่พระบิดาก่อนที่มันจะถูกบันทึกไว้ในพระวรสารเสียอีก ดังนั้น การภาวนาของเราจึงหยั่งรากอยู่ในการเผชิญหน้าจริงกับพระคริสตเจ้าในพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม

สิ่งนี้เป็นจริงสำหรับพิธีมิสซาทั้งหมด ในการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระคริสตเจ้าทรงสั่งให้เรา “ทำสิ่งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเรา” (ลูกา 22:19) และพระศาสนจักรก็เฉลิมฉลองศีลมหาสนิทมาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่พันธสัญญาใหม่จะถูกรวบรวมเสร็จสิ้น พระคัมภีร์และพิธีกรรมเติบโตมาด้วยกันและต้องอยู่ด้วยกัน ในพิธีมิสซา ตั้งแต่ต้นจนจบ พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ได้พบกับบ้านที่เหมาะสมที่สุดของมัน โดยผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมประเพณีของพระศาสนจักร การเทศน์สอนของพระสงฆ์ และการนมัสการของสัตบุรุษ

พระคัมภีร์ในการภาวนาส่วนตัว
(Scripture in Personal Prayer)

ในพิธีกรรม พระคัมภีร์มีชีวิตขึ้นมาในเชิงสังคม พระคัมภีร์ยังได้รับการนำมาใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความศรัทธาของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มย่อยในวัด โรงเรียน และการรวมกลุ่มภาวนาอื่นๆ ด้วย บ่อยครั้งที่กลุ่มย่อยจะมารวมตัวกันเพื่ออ่าน ภาวนา และอภิปรายเกี่ยวกับบทอ่านจากพิธีมิสซาวันอาทิตย์ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมด้วยใจภาวนากับทุกส่วนของพระคัมภีร์ที่นำมาใช้

อีกวิธีในการอ่านพระคัมภีร์ด้วยใจภาวนาเรียกว่า lectio divina หรือการอ่านแบบศักดิ์สิทธิ์ Lectio divina เติบโตจากการอ่านฝ่ายจิตวิญญาณของพระนักบวชมานานหลายศตวรรษ เราภาวนาจากพระคัมภีร์และอัญเชิญพระจิตเจ้าให้ทรงนำทางเราผ่านตัวบท โดยมักแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน: การอ่าน (lectio) การรำพึง (meditatio) การภาวนา (oratio) และการเพ่งพินิจ (contemplatio) แม้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การนำตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์ และพิจารณาว่าพระวาจาสะท้อนถึงชีวิตเราอย่างไร ก็นำพาให้เรารู้จักขอบพระคุณพระเจ้าได้

เรายังปฏิสัมพันธ์กับพระคัมภีร์ในรูปแบบอื่นๆ ผ่านการภาวนารูปแบบต่างๆ ตัวอย่างเช่น บทสวดสายประคำ (The Rosary) บทภาวนาหลักคือบทข้าแต่พระบิดาและบทวันทามารีย์ บทข้าแต่พระบิดานั้นมาจากพระโอษฐ์ของพระคริสตเจ้าโดยตรง ส่วน “วันทามารีย์ เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน” เป็นคำทักทายของทูตสวรรค์ (ลูกา 1:28) และ “ผู้ได้รับพระพรเหนือสตรีใดๆ และพระกุมารเยซูโอรสของพระนาง ผู้ได้รับพระพรยิ่งนัก” เป็นคำทักทายจากเอลีซาเบธ (ลูกา 1:42) คำทักทายทั้งสองนี้ชี้ให้เห็นถึงมารีย์ในฐานะมารดาของพระเจ้า พระศาสนจักรจึงเชื่อมต่อไปที่: “สันตะมารีย์ พระมารดาพระเจ้า” และขอการวิงวอนว่า “โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย”

ในสายประคำ แต่ละทศ (decade) เราจะรำพึงถึงข้อลึกลับที่แตกต่างกัน 20 ประการที่เกิดขึ้นในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าและแม่พระ เหตุการณ์ส่วนใหญ่พบได้ในพระคัมภีร์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการรำพึงที่สอดคล้องไปกับปฏิทินพิธีกรรม

ข้อลึกลับแห่งความชื่นชมยินดี
(The Joyful Mysteries)

  • ทูตสวรรค์แจ้งสารแก่มารีย์ - ลูกา 1:30-33; ยอห์น 1:14

  • พระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมนางเอลีซาเบธ - ลูกา 1:39-40

  • พระเยซูเจ้าประสูติ - ลูกา 2:7

  • พระนางมารีย์ถวายพระกุมารในพระวิหาร - ลูกา 2:22

  • พระนางมารีย์พบพระกุมารในพระวิหาร - ลูกา 2:46

 

ข้อลึกลับแห่งความสว่าง
(The Luminous Mysteries)

  • พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง - มัทธิว 3:16-17

  • พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์ในงานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานา - ยอห์น 2:1-3

  • พระเยซูเจ้าทรงประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า - มาระโก 1:14-15

  • พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระกายรุ่งโรจน์ - ลูกา 9:28-31

  • พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท - ลูกา 22:19

 

ข้อลึกลับแห่งความมหาทรมาน
(The Sorrowful Mysteries)

  • พระเยซูเจ้าทรงเข้าตรีทูตในสวนเกทเสมนี - มัทธิว 26:36-46; มาระโก 14:32-42; ลูกา 22:39-46

  • พระเยซูเจ้าทรงถูกเฆี่ยน - ยอห์น 19:1; เพลงคร่ำครวญ 1:12

  • พระเยซูเจ้าทรงถูกสวมมงกุฎหนาม - ยอห์น 19:1-5; เพลงซาโลมอน 3:11; อิสยาห์ 1:6

  • พระเยซูเจ้าทรงแบกไม้กางเขน - ยอห์น 19:16-17; ลูกา 23:27-28; ลูกา 9:23; กาลาเทีย 6:14

  • พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน - ลูกา 23:20-21; มัทธิว 27:26; ยอห์น 19:17-18; ยอห์น 19:30; กาลาเทีย 5:24; กาลาเทีย 2:19

 

ข้อลึกลับแห่งสิริรุ่งโรจน์
(The Glorious Mysteries)

  • พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ - มัทธิว 28:5-6; มาระโก 16:6; ลูกา 24:5-6; โคโลสี 2:12; โคโลสี 3:1

  • พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ - ลูกา 24:50-51

  • พระจิตเจ้าเสด็จลงมา - ยอห์น 14:16-17; ยอห์น 16:7-13; กิจการฯ 2:1-4

  • พระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ - 1 พงศ์กษัตริย์ 2:19; บุตรสิราค 24:10-12

  • พระนางมารีย์รับมงกุฎเป็นราชินีสวรรค์ - เพลงซาโลมอน 4:7-8; วิวรณ์ 12:1

สายประคำแสดงให้เห็นว่า พระคัมภีร์ ธรรมประเพณี พิธีกรรม และความศรัทธา ล้วนดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เพื่อให้การศึกษาและการภาวนาของคริสตชนบูรณาการเข้ากับกิจการนมัสการของพระศาสนจักรทั้งหมด

 

บทอ่านคัดสรร

สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอล ที่ 2
สมณสาส์นว่าด้วยสายประคำศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
Rosarium Virginis Mariae (16 ตุลาคม ค.ศ. 2002), ข้อ 12-14

 

รำลึกถึงพระคริสตเจ้าพร้อมกับแม่พระ

เนื่องจากสายประคำเริ่มต้นด้วยประสบการณ์ของแม่พระ จึงเป็นการภาวนาแบบเพ่งพินิจอย่างแท้จริง หากปราศจากสิ่งนี้ มันย่อมสูญเสียความหมายไป ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ 6 ตรัสไว้ว่า: “หากปราศจากการเพ่งพินิจ สายประคำก็เป็นเพียงร่างกายที่ไร้วิญญาณ และการสวดสายประคำก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการท่องจำสูตรแบบเครื่องจักรกล ซึ่งขัดกับคำเตือนของพระคริสตเจ้า... โดยธรรมชาติแล้ว การสวดสายประคำเรียกร้องจังหวะที่เงียบสงบและการก้าวเดินอย่างช้าๆ ช่วยให้แต่ละบุคคลได้รำพึงถึงข้อลึกลับในพระชนมชีพขององค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านทางสายพระเนตรของพระนางผู้ซึ่งใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด”

การเพ่งพินิจของแม่พระคือการรำลึกถึง (zakar) ซึ่งเป็นการทำให้ผลงานที่พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นได้มาปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นเรื่องของ “เมื่อวาน”; แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ “วันนี้” หากพิธีกรรมคือกิจกรรมที่นำมาซึ่งความรอดพ้น สายประคำซึ่งเป็น "การรำพึง" ร่วมกับแม่พระ ก็ถือเป็นการเพ่งพินิจที่หล่อหลอมการดำรงอยู่ของเราเช่นกัน

เรียนรู้เรื่องพระคริสตเจ้าจากแม่พระ

การเรียนรู้เรื่องพระคริสตเจ้า ไม่มีครูคนใดที่จะดีไปกว่าแม่พระ ไม่มีใครรู้จักพระคริสตเจ้าได้ดีไปกว่าพระมารดาของพระองค์ “เครื่องหมาย” แรกในงานมงคลสมรสที่คานา แสดงให้เห็นแม่พระในบทบาทของครูอย่างชัดเจน เมื่อทรงเร่งเร้าคนรับใช้ให้ทำตามที่พระเยซูเจ้าสั่ง (ยอห์น 2:5) การเพ่งพินิจฉากต่างๆ ในสายประคำโดยเป็นหนึ่งเดียวกับแม่พระ คือวิธีการเรียนรู้จากพระนางในการ “อ่าน” พระคริสตเจ้า ค้นพบความลับ และเข้าใจสารของพระองค์ พระนางทรงเชื้อเชิญให้เราทำอย่างที่พระนางทรงกระทำเมื่อรับการแจ้งสาร คือการถามอย่างถ่อมตนและจบลงด้วยการเชื่อฟังแห่งความเชื่อ: “ข้าพเจ้าคือผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามพระดำรัสของท่านเถิด” (ลูกา 1:38)

คำถามทบทวน

  1. เทวศาสตร์คืออะไร?

  2. อีกชื่อหนึ่งของพิธีทำวัตร (Liturgy of the Hours) คืออะไร? บทบาทของพระคัมภีร์ในการภาวนานี้คืออะไร?

  3. จงระบุชื่อบทภาวนา 3 บทในพิธีมิสซาที่ดึงมาจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

  4. Lectio divina คืออะไร?

  5. สายประคำได้รวมพระคัมภีร์เข้ากับการภาวนาส่วนตัวอย่างไร?

คำถามเพื่อการอภิปราย

  1. คุณเคยได้ยินคนพูดว่าคาทอลิกไม่เชื่อในการศึกษาพระคัมภีร์ไหม? คุณคิดว่าทำไมพวกเขาถึงพูดเช่นนี้?

  2. คุณเคยอ่านหรือได้ยินข้อความจากพระคัมภีร์ที่ตรัสกับใจของคุณอย่างตรงไปตรงมาบ้างไหม? จงอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมพระคัมภีร์ถึงสามารถทำเช่นนี้ได้?

  3. คุณนำพระคัมภีร์มาผสมผสานในชีวิตการภาวนาส่วนตัวของคุณมากน้อยเพียงใด? คุณสามารถทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อใช้เวลาอยู่กับพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น?

BOOK