Skip to main content
เทวาและเหล่ามาร ตามความเชื่อคาทอลิก

BOOK

บทที่ 2 ทูตสวรรค์และปีศาจในพันธสัญญาใหม่ (2)

ทูตสวรรค์ผู้รับใช้คนกลางแต่เพียงผู้เดียว

"พระองค์จะต้องยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนข้าพเจ้าจะต้องด้อยลง" (ยน 3:30)

คำกล่าวของยอห์น บัปติสต์นี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบรรดาทูตสวรรค์ในพันธสัญญาใหม่ได้เช่นกัน

แท้จริงแล้ว ตราบใดที่การเป็นคนกลางแห่งความรอดพ้นระหว่างพระเจ้ากับมนุษยชาติได้รับการรับรองอย่างสมบูรณ์โดยมนุษย์ผู้หนึ่ง คือ พระเยซูคริสตเจ้า (1 ทธ 2:5) ผู้ทรงกระทำการผ่านทางพระจิตของพระองค์ บรรดาสื่อกลางที่เป็นทูตสวรรค์ก็เลือนหายไปและสูญเสียความสำคัญที่พวกมันเคยมีในยุคศาสนายูดาห์ตอนปลาย ดังที่มีคำกล่าวว่า "คริสตวิทยาแบบคริสตชนพัฒนาขึ้นโดยลดบทบาททูตสวรรค์วิทยาแบบยิวลง" นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ้างอิงถึงโลกของทูตสวรรค์ในพันธสัญญาใหม่จึงหาได้ยาก และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีความสำรวมอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับงานเขียนในยุคระหว่างพันธสัญญา

การแทนที่ทูตสวรรค์วิทยาด้วยคริสตวิทยาในทางปฏิบัติ อธิบายได้ว่าทำไมคริสตชนยุคแรกจึงต้องพึ่งพาแนวคิดเรื่องทูตสวรรค์ที่คุ้นเคยในยุคศาสนายูดาห์ตอนปลาย เพื่อทำความเข้าใจความแปลกใหม่ของธรรมล้ำลึกแห่งพระคริสตเจ้าและแม้กระทั่งธรรมล้ำลึกแห่งพระตรีเอกภาพ เนื่องจากพวกเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าพระเยซูผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ คือพระผู้ที่ทรงได้รับการส่งมาจากพระบิดาอย่างยอดเยี่ยมที่สุด พระองค์ทรงเป็นบุคคลจากสวรรค์ที่มาปรากฏกายท่ามกลางมนุษย์ เช่นเดียวกับบุตรแห่งมนุษย์ในหนังสือดานิเอล (ดนล 7:13) จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะนำเสนอพระองค์ในฐานะทูตสวรรค์

ด้วยเหตุนี้ แอร์มาส (Hermas) จึงเรียกพระวจนาตถ์ว่าเป็น "ทูตสวรรค์ผู้ทรงสิริรุ่งโรจน์" หรือ "ทูตสวรรค์ที่น่าเคารพที่สุด" และจัสติน (Justin) ได้เขียนไว้ว่า "ผู้ที่รักพระเจ้าด้วยสุดหัวใจและสุดกำลังของตน... จะไม่นมัสการสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้า แต่ตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ เขาย่อมจะเคารพยำเกรงทูตสวรรค์ผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าพระองค์เดียวกันด้วย" บางครั้งในงานเขียนของชาวคริสต์เชื้อสายยิว พระวจนาตถ์ยังถูกเปรียบเทียบกับอัครเทวดามีคาเอลอีกด้วย สิ่งนี้เรียกว่า คริสตวิทยาแบบพระคริสต์ผู้เป็นทูตสวรรค์ (Christos angelos Christology) และแม้ว่าจะเข้าใจในความหมายตามหลักข้อเชื่อ (Orthodox sense) ซึ่งคำว่า "ทูตสวรรค์" มิได้หมายถึงธรรมชาติ แต่หมายถึง "พันธกิจ" ของพระเยซูคริสตเจ้า แต่ข้อจำกัดของแนวคิดนี้ก็ปรากฏชัดเจนขึ้นอย่างค่อนข้างรวดเร็ว

ในทางตรงกันข้าม พันธสัญญาใหม่กลับเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างพันธกิจเตรียมการของทูตสวรรค์กับพันธกิจขั้นเด็ดขาดของพระบุตร ซึ่งเป็นความแตกต่างที่สอดคล้องกับระหว่างพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนั้น จดหมายถึงชาวฮีบรูซึ่งพยายามพิสูจน์ความเหนือกว่าของพระวรสาร (Gospel) เหนือธรรมบัญญัติเก่า จึงใช้เหตุผลบนพื้นฐานแห่งความเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริงของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ ทรงอยู่เหนือบรรดาทูตสวรรค์ผู้เป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาเดิม

อันที่จริง ความคิดที่ว่าธรรมบัญญัติได้รับการประทานแก่โมเสสผ่านทางบรรดาทูตสวรรค์นั้น มีการระบุไว้แล้วในคัมภีร์เซปตุจต์ (LXX) หรือในงานเขียนยุคระหว่างพันธสัญญา และบรรดาผู้เขียนพันธสัญญาใหม่ก็ถือว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม สตีเฟนผู้เป็นมหาพาสนก (Deacon) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในแง่บวกเพื่อเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของการไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวว่า "พวกท่าน...ผู้ได้รับธรรมบัญญัติซึ่งทูตสวรรค์จัดส่งให้ แต่ไม่ยอมรักษาธรรมบัญญัตินั้น" (กจ 7:53) ในทางตรงกันข้าม นักบุญเปาโลกลับมองว่าสื่อกลางที่เป็นทูตสวรรค์นี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความไม่สมบูรณ์ของธรรมบัญญัติ ซึ่ง "ถูกบัญชาไว้โดยบรรดาทูตสวรรค์ผ่านทางคนกลาง [คือโมเสส]" (กท 3:19)

จดหมายถึงชาวฮีบรูสามารถประสานมุมมองทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน สื่อกลางที่เป็นทูตสวรรค์มอบคุณค่าอันยิ่งใหญ่และลักษณะอันน่าเกรงขามให้กับธรรมบัญญัติ กล่าวคือ "ถ้อยคำที่ประกาศโดยบรรดาทูตสวรรค์" (ฮบ 2:2) แต่ธรรมบัญญัติย่อมไม่อาจมีชัยเหนือพระวรสาร ซึ่งได้รับการประกาศโดยตรงจากพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระบุตร "พระวรสารมีต่อธรรมบัญญัติ ฉันใด พระคริสตเจ้าก็ทรงมีต่อบรรดาทูตสวรรค์ฉันนั้น หากพระบุตรทรงเหนือกว่าผู้ส่งสารจากสวรรค์อย่างเทียบไม่ได้ พันธสัญญาใหม่ย่อมมีชัยเหนือพันธสัญญาเดิมอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน" ดังนั้น แผนการแห่งความรอดพ้นทั้งหมดจึงมุ่งศูนย์กลางอยู่ที่พระคริสตเจ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา: "เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงมอบโลกยุคหน้าซึ่งเรากำลังพูดถึงอยู่นี้ให้อยู่ใต้ อำนาจของบรรดาทูตสวรรค์" (ฮบ 2:5)

อย่างไรก็ตาม และต้องตระหนักถึงข้อนี้ให้ดี บรรดาทูตสวรรค์ไม่ได้ถูกปลดประจำการราวกับว่าพวกมันกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ แต่พวกมันกลับถูกวางไว้ให้ทำหน้าที่รับใช้ในความเป็นคนกลางหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะเห็นฟ้าเปิด และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังขึ้นและลงมาบนบุตรแห่งมนุษย์" (ยน 1:51) ทูตสวรรค์กลายเป็นทูตสวรรค์ของพระองค์ เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาพระวรสาร ไม่ว่าจะมีข้อแตกต่างกันทางเทววิทยาอย่างไรก็ตาม ทูตสวรรค์จึงปรากฏกายในพันธกิจและมีความเกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสตอยู่เสมอ ซึ่งนี่ก็เป็นหนทางหนึ่งในการยืนยันความจริงเรื่องการที่พระเยซูทรงมีคอมมูเนียน (Commuion) หรือสนิทสัมพันธ์อย่างเต็มบริบูรณ์กับโลกเบื้องบนและกับพระเจ้า

ทูตสวรรค์มีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษในเรื่องราวการบังเกิดและวัยเยาว์ของพระเยซู: พวกมันประกาศการปฏิสนธิของพระเยซู (ลก 1:26 และต่อๆ ไป) เช่นเดียวกับที่เคยประกาศการบังเกิดของผู้เบิกทางของพระองค์มาก่อนหน้านี้ (ลก 1:11 และต่อๆ ไป) และสอดคล้องกับหน้าที่ด้านพิธีกรรมที่พันธสัญญาเดิมยอมรับไว้แล้ว พวกมันร่วมขับร้องบทเพลงสรรเสริญสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าในวาระการบังเกิดของพระเมสสิยาห์ (ลก 2:13–14) แม้ว่าพวกมันจะมีความสำรวมตัวมากกว่าในช่วงเวลาที่พระเยซูทรงปฏิบัติพระพันธกิจ ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังคงปรนนิบัติพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือผู้ประจญล่อลวงในถิ่นทุรกันดาร (มธ 4:11) แต่ทูตสวรรค์ก็ได้กลับมาอีกครั้งในธรรมล้ำลึกแห่งปัสกา: ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้มาเสริมกำลังพระเยซูระหว่างที่พระองค์ทรงมีความทุกข์ทรมานอย่างหนักในสวนเกทเสมนี (ลก 22:43) จากนั้นพวกมันก็ประกาศการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเคยทำนายไว้ (ลก 24:4: พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วตามที่พระองค์ตรัสไว้) และพวกมันยังร่วมปรากฏตัวในเหตุการณ์การเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ด้วย (กจ 1:10)

เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งที่ต่อมาบรรดาทูตสวรรค์จะหันไปทำหน้าที่รับใช้พระศาสนจักรที่กำลังต่อสู้ (Church militant) ซึ่งก็คือพระกายของพระคริสตเจ้า "พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่จิตวิญญาณผู้รับใช้ ที่ถูกส่งให้ออกไปปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของผู้ที่จะได้รับความรอดพ้นดอกหรือ" (ฮบ 1:14) ด้วยเหตุนี้ ทูตสวรรค์จึงคอยช่วยเหลือบรรดาอัครสาวกในงานประกาศพระวรสาร: ทูตสวรรค์ได้ปลดปล่อยบรรดาอัครสาวกออกจากคุก (กจ 5:19) และต่อมาก็ช่วยเหลือนักบุญเปโตร (กจ 12:7–11) ทูตสวรรค์ยังได้ประกาศแก่นักบุญเปาโลว่าท่านจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์เรืออับปาง (กจ 27:23) นอกจากนี้ ทูตสวรรค์ยังนำพาผู้คนเข้ามาสู่พระศาสนจักร ดังที่เราเห็นได้จากกรณีของโครเนลิอัส (กจ 10:3–7, 22) และบรรดาทูตสวรรค์จะไม่ปรีดาปราโมทย์เมื่อแกะที่หลงหายไปถูกพาตัวกลับมาหรอกหรือ (ลก 15:10)?

กระนั้น วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าในยุคพระเจ้าพิพากษาโลก (Eschatological day) จะเป็นช่วงเวลาที่กิจการของทูตสวรรค์ดำเนินมาถึงจุดสมบูรณ์ พวกมันจะร่วมเดินทางไปพร้อมกับพระคริสตเจ้า "เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ พร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ทั้งปวง" พวกมันจะรวบรวมบรรดาผู้ถูกเลือกจากลมทั้งสี่ทิศ (มธ 24:31) และร่วมปรากฏตัวในการพิพากษา: "ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ บุตรแห่งมนุษย์ก็จะยอมรับผู้นั้นต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าเช่นกัน" (ลก 12:8) หลังจากนั้น ในอาณาจักรยุคสุดท้าย มนุษยชาติจะมีส่วนร่วมในสภาพชีวิตเดียวกับพวกมัน (ดู มธ 22:30)

ความคลุมเครือของ
  "นิกรอำนาจ" (Powers)
ในงานเขียนของนักบุญเปาโล

นักบุญเปาโลประกาศว่ามนุษย์ทุกคน ทั้งชาวยิวและคนต่างศาสนา ต่างมีอิสระในการเข้าถึงพระบิดาผ่านทางความเชื่อในคนกลางแตเพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเน้นย้ำอย่างหนักแน่นถึงการที่สื่อกลางอื่นใดก็ตามจะต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของสื่อกลางอันแท้จริงที่พระคริสตเจ้าทรงค้ำประกันไว้ นี่จึงเป็นที่มาของการที่ท่านยืนยันอย่างหัวชนฝาถึงอำนาจสูงสุดของพระเยซูคริสตเจ้า เหนเหนือความเป็นจริงทั้งมวลในสวรรค์ที่ท่านเรียกว่า นิกรอำนาจ (dynameis), นิกรการปกครอง (archai), นิกรบัลลังก์, นิกรฤทธิ์อำนาจ และนิกรนาย (dominions)

สถานะที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะระบุให้ชัดเจนลงไปได้ พวกมันคือพลังแห่งดวงดาว (Astral powers) หรือเป็นสิ่งมีชีวิตฝ่ายวิญญาณกันแน่? ท่านกำลังพูดถึงทูตสวรรค์ฝ่ายดีหรือสิ่งมีชีวิตชั่วร้าย (ปีศาจ) กันแน่? หากตอบคำถามแรก เราสามารถกล่าวได้ว่านักบุญเปาโลมองเห็นความเป็นจริงอันซับซ้อนในภาพรวม ซึ่งประกอบขึ้นจากสิ่งมีชีวิตฝ่ายวิญญาณควบคู่ไปกับความเป็นจริงแห่งดวงดาวที่สิ่งนั้น "คอยขับเคลื่อน": นิกรอำนาจคือจิตวิญญาณที่ปกครองโลกผ่านทางสื่อกลางแห่งอิทธิพลของพลังจักรวาล ส่วนคำตอบสำหรับคำถามข้อที่สองนั้นมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่งกว่า

เมื่อพวกมันปรากฏตัวใน 1 โครินธ์ 15:24 นิกรอำนาจเหล่านี้มีความหมายในเชิงลบอย่างชัดเจน เนื่องจากในตอนท้ายของข้อความดังกล่าวระบุว่าพระคริสตเจ้าจะทรงทำลายล้างนิกรการปกครอง (arche), นิกรนาย (exousia) และนิกรอำนาจ (dynamis) ทุกประการ ในโรม 8:38–39 สิ่งเหล่านี้ปรากฏร่วมกับบรรดาทูตสวรรค์ว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่อาจกีดขวางมนุษย์จากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า:

"เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือนิกรการปกครอง (archai) หรือสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือสิ่งที่จะมีมาในอนาคต หรือนิกรอำนาจ (dynameis) หรือความสูง หรือความลึก หรือสิ่งสร้างอื่นใดทั้งหมด ก็จะไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้"

ธรรมชาติทางอภิปรัชญาและศีลธรรมของ "นิกรการปกครอง" และ "นิกรอำนาจ" เหล่านี้ยังคงมีความคลุมเครือ: นักบุญเปาโลเพียงต้องการยืนกรานถึงการเข้าถึงพระเจ้าโดยตรงผ่านทางพระคริสตเจ้าเท่านั้น ในกาลาเทีย 4:3 และ 4:9 สำนวนที่ว่า "ธาตุทั้งหลายของโลก (stoicheia tou kosmou)" อาจกำลังสื่อถึงเรื่องราวทำนองเดียวกันนี้

"เมื่อเรายังเป็นเด็ก เราเคยตกเป็นทาสของจิตวิญญาณธาตุแห่งจักรวาล... แต่ก่อนเมื่อพวกท่านยังไม่รู้จักพระเจ้า พวกท่านเคยต้องเป็นทาสของสิ่งที่โดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่พระเจ้า แต่บัดนี้เมื่อพวกท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว หรือกล่าวให้ถูกคือพระเจ้าทรงรู้จักพวกท่านแล้ว ไฉนพวกท่านจึงหันกลับไปหาจิตวิญญาณธาตุที่อ่อนแอและยากจนข้นแค้นเหล่านั้นอีก ซึ่งพวกท่านต้องการจะกลับไปเป็นทาสของมันอีกครั้ง?"

ความหมายของสำนวนดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง สำหรับบางคน ธาตุทั้งหลายของโลกคือ "หลักปฏิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งด้อยกว่าชีวิตในพระคริสตเจ้าเสียยิ่งกว่าอะไร" แต่ความหมายในเชิงจักรวาลวิทยาและทูตสวรรค์นั้นมีความเป็นไปได้มากกว่า คำว่า "ธาตุทั้งหลายของโลก" หมายถึง: พลังขั้นพื้นฐานของจักรวาล ซึ่งต่อมาถูกระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นพลังแห่งทูตสวรรค์ที่ซึ่งธรรมบัญญัติถูกประทานลงมาผ่านทางนั้น หรือเป็นจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงโดยตรงกับบรรดาวัตถุท้องฟ้า เหล่าผู้ปกครองทรงกลมแห่งดาวเคราะห์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอิทธิพลและอำนาจควบคุมชีวิตและชะตากรรมของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้ เหล่าจิตวิญญาณแห่งท้องฟ้าจึงกักขังมนุษย์ให้อยู่ในความเป็นทาส ทั้งผ่านทางธรรมบัญญัติของยิวและผ่านทางศาสนาของคนต่างศาสนา ซึ่งบีบบังคับให้พวกมันต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางศาสนาและเรื่องอาหารการกินที่เกี่ยวข้องกับปฏิทิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเกี่ยวข้องกับวัฏจักรของจักรวาลนั่นเอง

ไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "ธาตุทั้งหลายของโลก" เหล่านี้จะเป็นอย่างไร เราก็ยังคงพบคำสอนเกี่ยวกับนิกรอำนาจเหล่านี้อีกครั้งในจดหมายยามต้องขัง (Captivity letters) โดยที่จดหมายถึงชาวโคโลสีได้เน้นย้ำถึงการที่สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในพระคริสตเจ้า:

"เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้รับการเนรมิตสร้างขึ้น ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก สิ่งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นนิกรบัลลังก์ (thronoi) หรือนิกรนาย (kyriotetes) หรือนิกรการปกครอง (archai) หรือนิกรผู้มีอำนาจ (exousiai นั่นคือนิกรอำนาจ) สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นผ่านทางพระองค์และเพื่อพระองค์"

ในเวลาต่อมา จดหมายฉบับนี้ยังประกาศว่าพระคริสตเจ้าไม่เพียงแต่ทรงเป็นพระผู้สร้างเท่านั้น แต่ยังทรงเป็น "พระศีรษะ" ของนิกรอำนาจเหล่านี้ด้วย:

"จงระวังให้ดีอย่าให้ผู้ใดมาล่อลวงท่านไปเป็นเชลยด้วยปรัชญาและกลลวงอันไร้สาระ ตามธรรมเนียมของมนุษย์ ตามจิตวิญญาณธาตุของจักรวาล และไม่ใช่ตามพระคริสตเจ้า เพราะว่าความบริบูรณ์ทั้งหมดแห่งความเป็นพระเจ้าสถิตอยู่ในพระองค์อย่างมีกาย... [พระองค์] ทรงเป็นพระศีรษะ (kephale) ของบรรดานิกรปกครอง (arche) และผู้มีอำนาจ (exousia) ทั้งปวง"

แต่คำว่า "พระศีรษะ" ในที่นี้ (คส 2:9) มีความหมายเดียวกันกับเมื่อนักบุญเปาโลกล่าวว่าพระคริสตเจ้าทรงเป็น "พระศีรษะของพระศาสนจักร" (อฟ 1:22–23) หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ ในที่นี้เป็นเพียงประเด็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระคริสตเจ้าทรงปกครองเหนือ "นิกรอำนาจ" เหล่านี้ เพื่อที่พวกมันจะไม่สามารถกีดขวางคริสตชนจากการได้รับทุกสิ่งจากพระคริสตเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกหลายข้อถัดมา นักบุญเปาโลยังประกาศว่าพระคริสตเจ้า "ทรงปลดอาวุธบรรดานิกรการปกครองและนิกรอำนาจ และทรงประจานพวกมันต่อสาธารณชน ทรงมีชัยชนะเหนือพวกมันในพระองค์เอง" โปรดสังเกตว่า เนื่องจาก "นิกรอำนาจ" เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในพระคริสตเจ้า พวกมันจึงไม่ถูกทำลายล้างเหมือนใน 1 โครินธ์ แต่ถูกทำให้ต้องยอมสยบอยู่ใต้พระMอำนาจแทน

ความคลุมเครือแบบเดียวกันนี้ยังพบได้ในจดหมายถึงชาวเอเฟซัส ในเอเฟซัส 1:20–21 ผู้เขียนได้ยกย่องพระอำนาจของพระคริสตเจ้าด้วยการวางพระองค์ไว้เหนือความเป็นจริงที่ทรงอานุภาพและดูเหมือนจะ "เป็นกลาง" เหล่านี้:

"[พระเจ้า] ทรงให้ [พระคริสตเจ้า] ประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสถานสวรรค์ เหนือกว่าบรรดานิกรปกครอง (arche) และผู้มีอำนาจ (exousia) และนิกรอำนาจ (dynamis บางครั้งแปลว่าฤทธิ์อำนาจ) และนิกรนาย (kuriotes) ทั้งสิ้น และเหนือกว่าทุกนามที่ได้รับการขนานนาม ไม่ใช่เพียงในยุคนี้เท่านั้น แต่รวมถึงในยุคหน้าด้วย"

แต่ในเอเฟซัส 6:12 กลับระบุว่า "นิกรอำนาจ" เหล่านี้คือความเป็นจริงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและมีลักษณะเป็น "ปีศาจ":

"เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับบรรดานิกรการปกครอง (archai) ต่อสู้กับบรรดานิกรอำนาจ (exousias) ต่อสู้กับผู้ครองโลกแห่งความมืดในยุคนี้ ต่อสู้กับกองทัพวิญญาณแห่งความชั่วร้ายในสถานสวรรค์"

ดังนั้น การตีความในภาพรวมจึงพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและยากลำบาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราสามารถยอมรับได้ว่า ในข้อความ (อันน้อยนิด) ที่มอง "นิกรอำนาจ" ในแง่กลาง นักบุญเปาโลพิจารณาพวกมันในฐานะสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นในพระคริสตเจ้า ในขณะที่ในข้อความที่มองพวกมันในแง่ลบ ท่านพิจารณาพวกมันในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า สิ่งนี้บ่งบอกเป็นนัยถึงแนวคิดเรื่องการกบฏต่อพระผู้สร้าง ซึ่งไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนตรงๆ ในข้อความเหล่านี้ ต่อมาในยุคหลัง ธรรมประเพณีได้นำเอาคำเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับลำดับชั้นของทูตสวรรค์ และยืนยันว่าทูตสวรรค์บางองค์จากแต่ละลำดับชั้นได้กลายเป็นปีศาจจากการทำบาปด้วยความสมัครใจ ขณะที่บางครั้งยังคงรักษาชื่อเฉพาะตามลำดับชั้นของตนไว้ (ดังนั้น คำว่า "นิกรอำนาจ" จึงบางครั้งหมายถึงทูตสวรรค์ฝ่ายดีและบางครั้งหมายถึงปีศาจ) จนกระทั่งได้ระบบคำอธิบายที่สอดคล้องกลมกลืน แม้ว่ารากฐานในพระคัมภีร์สำหรับเรื่องนี้จะยังคงเปราะบางก็ตาม

BOOK