Skip to main content
เทวาและเหล่ามาร ตามความเชื่อคาทอลิก

BOOK

ความจำเป็นในเอกภพของสสาร

ความจำเป็นในเอกภพของสสาร
 ทางปัญญาที่แยกตัวเป็นอิสระ

การที่ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของทูตสวรรค์จากการกระทำของพวกท่านในโลกได้นั้น มิได้หมายความว่าข้อพิสูจน์ทางปรัชญาทั้งปวงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเอกภพแห่งทูตสวรรค์จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แท้จริงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในผลงานของท่าน นักบุญโทมัส อควีนาส ได้มองเห็นความจำเป็นก่อนประสบการณ์ (a priori) ของการมีอยู่ของสสารทางปัญญาที่แยกตัวเป็นอิสระจากสสาร (intellectual substances separated from matter) โดยอาศัยสิ่งที่เราสามารถล่วงรู้ได้เกี่ยวกับตรรกะแห่งแผนการสร้างของพระเจ้า ตามที่สะท้อนอยู่ในโครงสร้างทางอภิปรัชญาของเอกภพ ทั้งนี้ โดยสิทธิ์แล้ว การมีอยู่ของพระเจ้าและการทรงสร้างย่อมเป็นความจริงที่เหตุผลเชิงปรัชญาสามารถเข้าถึงได้

ตัวอย่างเช่น อควีนาสมักชอบเน้นย้ำถึงกฎทั่วไปว่าด้วยความเป็นสื่อกลางหรือการดำเนินไปตามลำดับขั้นที่คอยควบคุม "ระเบียบของสรรพสิ่ง" ดังนั้น เมื่อเรายอมรับ ณ ขั้วปลายด้านหนึ่งถึงการมีอยู่ของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสภาพแท้จริงล้วนๆ (Pure Act) และเมื่อกำหนดให้มี ณ ขั้วปลายอีกด้านหนึ่งซึ่งการมีอยู่ของสสารทางกายภาพ ความคิดแบบโทมัสซึ่งชิงชังความว่างเปล่าและความไม่ได้สัดส่วน จึงอนุมานในทันทีจากจุดนี้ถึงการมีอยู่ของหมวดหมู่ขั้นสื่อกลางอันได้แก่บรรดาจิตสร้างสรรค์ (created spirits) ทัศนะที่มีต่อโลกเช่นนี้มิได้ปราศจากรากฐานในประสบการณ์ แต่ข้อโต้แย้งที่วางอยู่บนสิ่งนี้นั้นก้าวพ้นไปจากระดับความเหมาะสม (fittingness) หรือไม่?

ข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักชี้ขาดมากกว่า ย่อมอนุมานการมีอยู่ของทูตสวรรค์มาจากความสมบูรณ์พร้อมของเอกภพ นี่คือข้อโต้แย้งที่มีสองขั้นตอน:

ขั้นตอนที่หนึ่ง: การมีอยู่ของสสารที่ไม่มีร่างกาย และดังนั้นจึงเป็นสสารทางปัญญาล้วนๆ ย่อมเป็นสิ่งจำเป็น แท้จริงแล้ว จุดประสงค์ของการทรงสร้างคือการสื่อสารหรือการแผ่กระจายความดีงามของพระเจ้า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีส่วนร่วมในความสมบูรณ์พร้อมของพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำให้พวกมันกลมกลืนเข้าหาพระองค์ เพื่อทำให้พวกมันละม้ายคล้ายพระองค์ ทว่า "การกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ของผลที่มีต่อเหตุย่อมสำเร็จลงได้ เมื่อผลนั้นเลียนแบบเหตุตามสิ่งที่เหตุใช้ในการสร้างผลนั้นขึ้นมา" ตัวอย่างเช่น นักเรียนควรกลมกลืนเข้ากับครูสอนภาษาละตินของเขาตามความรู้ภาษาละตินของครู มิใช่ตามความศีรษะล้านหรือการพูดติดอ่างของครู บัดนี้ การกระทำการสร้างมิใช่การหลั่งไหลที่จำเป็นและปราศจากสำนึกของสารัตถะแห่งพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งด้วยการกระทำที่เป็นบุคคล "โดยผ่านทางสติปัญญาและเจตจำนงของพระองค์" ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีสิ่งสร้างในเอกภพที่เลียนแบบแง่มุมแห่งความสมบูรณ์พร้อมของพระเจ้านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งสร้างที่สามารถรับรู้ทางสติปัญญาและมีความรักได้ ทว่าการหยั่งรู้ทางปัญญา (intellection) เนื่องจากมันอยู่เหนือก้าวพ้นสิ่งเฉพาะเจาะจงเพื่อไปสู่ความเป็นสากล จึงไม่สามารถเป็นการกระทำของอำนาจทางกายภาพที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงในตัวของมันเองได้ ความสมบูรณ์พร้อมของเอกภพจึงเรียกร้องให้มีการมีอยู่อย่างน้อยที่สุดของสสารที่ถูกสร้างขึ้นหนึ่งชนิดที่ไม่มีร่างกาย และดังนั้นจึงเป็นสสารทางปัญญา เนื่องจากการทรงสร้างเป็นผลลัพธ์ของจิตบริสุทธิ์ การทรงสร้างจึงต้องรวมเอาจุดสูงสุดอันเป็นการสะท้อนฝ่ายจิตอย่างแท้จริงถึงพระผู้สร้างเอาไว้ด้วย นั่นคือ "ภาพลักษณ์" ของพระเจ้าที่สามารถรวมเป็นหนึ่งอย่างสนิทแน่นแฟ้นกับปฐมเหตุของตน

แต่บางคนอาจกล่าวทักท้วงว่า มนุษย์ก็มีอยู่แล้วนี่! มนุษย์มิได้เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าอย่างเป็นเลิศดอกหรือ? มนุษย์มิได้มีกระแสเรียกในการเป็นผู้แปลความหมายให้แก่สิ่งสร้างที่ไร้เสียง และทำให้มั่นใจว่าสิ่งสร้างนั้นจะหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นของมันหรอกหรือ?

ขั้นตอนที่สอง: สิ่งที่เป็นสภาวะบังเอิญ (accidental) ต่อธรรมชาติใดธรรมชาติหนึ่ง ย่อมไม่แผ่ขยายครอบคลุมไปยังประธานทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในธรรมชาตินั้น ตัวอย่างเช่น มันเป็นสิ่งจำเป็นทางสารัตถะที่สัตว์จะต้องเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง แต่มันเป็นเพียงสภาวะบังเอิญที่สัตว์จะมีปีก ดังนั้น สัตว์ทุกชนิดจึงเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง แต่สัตว์ทุกชนิดมิได้มีปีก บัดนี้ มโนทัศน์แท้ๆ ของสสารทางปัญญา กล่าวคือ สสารที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางความคิดที่ปราศจากสสารอย่างแท้จริง ย่อมไม่เรียกร้องการรวมเข้ากับร่างกายในตัวของมันเอง (per se) การรวมเข้ากับร่างกาย และผ่านทางร่างกายไปสู่โลกแห่งประสาทสัมผัส เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เพียงเพราะเหตุผลจากความอ่อนแอแห่งสติปัญญาของเขา ซึ่งอยู่ในสภาพศักยภาพล้วนๆ (pure potency) และจำต้องดึงเอาเครื่องหล่อเลี้ยงที่เหมาะสมมาจากโลกกายภาพ ดังนั้น การรวมเข้ากับร่างกายจึงเป็นเพียงสภาวะบังเอิญสำหรับสสารทางปัญญา ด้วยเหตุนี้ จึงมิใช่สสารทางปัญญาทั้งหมดจะต้องรวมเข้ากับร่างกายอย่างจำเป็น

ให้เราก้าวลึกไปกว่านั้น: ตามหลักอภิปรัชญาว่าด้วยการมีส่วนร่วม (metaphysics of participation) ที่ถูกต้อง เราต้องยืนยันว่า สำหรับความสมบูรณ์พร้อมระดับสากลยิ่งยวด (transcendental perfections) หากมีความเป็นจริงที่แสดงออกถึงความสมบูรณ์พร้อมนั้นอย่างไม่สมบูรณ์ การแสดงออกถึงสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์แบบก็ย่อมต้องมีอยู่จริงด้วยเช่นกัน นักคิดสายโทมัสที่ตื่นตัวย่อมมองเห็นแรงส่งของ "หนทางที่สี่" (quarta via) ได้ในจุดนี้ สติปัญญาของมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์ เพราะมันยังอยู่ในสภาพศักยภาพและมีชะตากรรมที่จะได้รับความรู้ที่แปรสู่สภาพจริงได้ก็เฉพาะอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น จิตจึงถูกนำพาให้ยอมรับการมีอยู่ของอำนาจทางปัญญาที่ถูกสร้างขึ้นซึ่งอยู่ในสภาพแท้จริง (in act) อย่างเต็มเปี่ยม สิ่งนี้ก็คือทูตสวรรค์นั่นเอง ดังนั้น ทูตสวรรค์จึงทำให้สิ่งซึ่งเป็นกระแสเรียกสูงสุดของสิ่งสร้างทั้งมวลสำเร็จลงในสภาพแท้จริงและในฐานะแม่แบบ: นั่นคือการเป็นบทสรรเสริญอันบริสุทธิ์แด่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระผู้สร้าง

"เหนือพระองค์มีพวกเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก: ใช้สองปีกคลุมหน้า ใช้สองปีกคลุมเท้า และใช้สองปีกบินไป ต่างร้องกู่ขานต่อกันว่า: 'ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ จอมทัพองค์พระผู้เป็นเจ้า ทั่วทั้งแผ่นดินโลกเต็มไปด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์'" (อสย 6:2–3)

BOOK