Skip to main content
Bible study

BOOK

พระวรสารสหทรรศน์ (2)

2. คำอธิบายที่ถูกนำเสนอ
     (The Proposed Explanations)

คำอธิบายเกี่ยวกับหลักฐานทางพระวรสารสหทรรศน์สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลัก คำอธิบายในกลุ่มแรกตั้งสมมติฐานว่า พระวรสารสหทรรศน์สามารถสืบสาวกลับไปยังแหล่งข้อมูลที่มีร่วมกันได้อย่างเป็นอิสระจากกันและกัน (ดู 2.1-2.3 ด้านล่าง) คำอธิบายในกลุ่มที่สองตั้งสมมติฐานว่า พระวรสารสหทรรศน์มีการพึ่งพาอาศัยกันทางวรรณกรรม (ดู 2.4-2.7 ด้านล่าง)

2.1 สมมติฐานเรื่องพระวรสารดั้งเดิมที่เป็นลายลักษณ์อักษร
      (The Hypothesis of a Written Ur-Gospel)

2.1.1 เลสซิง (Lessing)

ตามหนังสือ Neue Hypothese über die Evangelisten als blos menschliche Geschichtschreiber betrachtet (ค.ศ. 1878) ของ จี. อี. เลสซิง (G. E. Lessing) คริสตชนชาวยิวในปาเลสไตน์ (พวก "นาซาเรน" [Nazarenes]) ต้องมีพระวรสารดั้งเดิม (Ur-Gospel) ที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาฮีบรูอยู่แล้วในช่วงทศวรรษที่ 30 ของศตวรรษที่หนึ่ง ในพระวรสารดั้งเดิมภาษาฮีบรูนี้ ผู้เขียนที่ไม่ทราบนามได้บันทึกรายงานแบบมุขปาฐะของประจักษ์พยานทั้งที่เป็นอัครสาวกและไม่ใช่อัครสาวก เกี่ยวกับพระดำรัสและกิจการของพระเยซูเจ้า เนื่องจากอาลักษณ์จำนวนมากที่คัดลอกพระวรสารดั้งเดิมนี้ได้ตัดทอน ขยายความ และเปลี่ยนแปลงตัวบทต้นทางอย่างอิสระ พระวรสารฉบับนี้จึงถูกเผยแพร่ในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ตามคำกล่าวของพาเพียส (Papias) มัทธิวเป็นบุคคลแรกที่แปลพระวรสารดั้งเดิมภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีก ซึ่งอาจเป็นช่วงที่พันธกิจต่อคนต่างศาสนาเริ่มต้นขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ดังที่บทนำของลูกาได้ชี้ให้เห็น พระวรสารสหทรรศน์อีกสองฉบับก็เป็นฉบับแปลภาษากรีกของพระวรสารดั้งเดิมภาษาฮีบรูฉบับเดียวกันนั้น ดังนั้น มัทธิว มาระโก และลูกา จึงเป็นเพียงฉบับแปลที่ทั้งคล้ายคลึงและแตกต่างกันของสิ่งที่เรียกว่าเอกสารภาษาฮีบรูของมัทธิว (เลสซิง, §50)

2.1.2 ไอช์ฮอร์น (Eichhorn)

ในทำนองเดียวกัน เจ. จี. ไอช์ฮอร์น (J. G. Eichhorn) ในหนังสือ Einleitung in das Neue Testament (ค.ศ. 1804) ของเขา ได้ตั้งสมมติฐานว่า เมื่อข่าวดีได้ข้ามพรมแดนปาเลสไตน์ไป บรรดาศิษย์ของบรรดาอัครสาวกจำเป็นต้องมีพื้นฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับกิจกรรมการเทศน์สอนของตน เอกสารภาษาอาราเมอิกดังกล่าว น่าจะบรรจุเหตุการณ์สำคัญในพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าในรูปแบบที่สรุปย่อ นับตั้งแต่การรับพิธีล้างจนถึงการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ ดังที่การเปรียบเทียบพระวรสารสหทรรศน์ได้เผยให้เห็น เรื่องราวเหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นธรรมประเพณีร่วมสาม (triple tradition) ไอช์ฮอร์นได้จำลองพระวรสารดั้งเดิมนี้ขึ้นมาใหม่โดยใช้เนื้อหามากกว่าหนึ่งร้อยหน้าในหนังสือของเขา พระวรสารดั้งเดิมภาษาอาราเมอิกนี้ได้ถูกแปลเป็นภาษากรีกในไม่ช้า พระวรสารสหทรรศน์ของเราแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอันซับซ้อนของความสอดคล้องกันและความแตกต่าง เพราะแต่ละฉบับต่างก็ใช้ประโยชน์จากพระวรสารดั้งเดิมภาษากรีกฉบับนี้อย่างเป็นอิสระจากกัน ดังนั้น "พระวรสารดั้งเดิมแบบแคลเดีย-ซีเรีย (Chaldean-Syrian) จึงได้รับการยอมรับในรูปแบบที่แตกต่างกันเข้าไปในพระวรสารคาทอลิกสามฉบับแรก และอยู่รอดในพระวรสารเหล่านั้นในฐานะฉบับแปลที่แตกต่างกันสามฉบับ" (ไอช์ฮอร์น, 179 [คำแปลของผู้เขียน]) (ดูภาพที่ 4)

04

 

2.1.3 โครงร่างเรื่องเล่าตามธรรมประเพณี
         (A Traditional Narrative Framework)

เอส. ฮุลต์เกรน (S. Hultgren) โต้แย้งว่า ก่อนที่พระวรสารในสารบบจะถูกเขียนขึ้น ได้มีโครงร่างเรื่องเล่าที่เป็นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกัน และมีร่วมกันเกี่ยวกับพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าอยู่แล้ว โครงร่างเรื่องเล่านี้ (ซึ่งค่อนข้างเชื่อถือได้ในทางประวัติศาสตร์) เป็นแหล่งข้อมูลที่มีร่วมกันของมัทธิว มาระโก และลูกา "มัทธิวและลูกาไม่ได้พึ่งพามาระโกเป็นหลักสำหรับโครงร่างเรื่องเล่าของตน แต่สามารถเข้าถึงโครงร่างเดียวกันกับที่มาระโกใช้สร้างพระวรสารได้อย่างเป็นอิสระ" (ฮุลต์เกรน, 311) มัทธิวและลูกาได้เติมเต็มโครงร่างนี้ด้วยเนื้อหาเพิ่มเติมที่นำมาจากพระวรสารนักบุญมาระโก (ฮุลต์เกรน, 327-28) ธรรมประเพณีคู่ขนานของมัทธิวและลูกา พร้อมกับองค์ประกอบเชิงบรรยายในนั้น ไม่ได้สืบย้อนไปถึงแหล่งข้อมูลพระดำรัสแบบ Q แต่กลับสืบย้อนไปยังโครงร่างพระวรสารเชิงบรรยายที่สอดคล้องกันแบบเดียวกับธรรมประเพณีร่วมสาม (ฮุลต์เกรน, 310-25) ในบริบทนี้ ฮุลต์เกรนแสดงความเห็นด้วยกับสมมติฐานเรื่องพระวรสารดั้งเดิมของเลสซิง ตลอดจนสมมติฐานเรื่องพระวรสารแบบมุขปาฐะ (oral-Gospel hypothesis) (ฮุลต์เกรน, 340-51)

2.1.4 พระวรสารดั้งเดิมที่เป็นลายลักษณ์อักษร
          และความมาก่อนของมาระโก
          (A Written Ur-Gospel and Markan Priority)

บนพื้นฐานของการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงองค์ประกอบแบบเซมิติก (Semitic elements) ที่อยู่ในตัวบทภาษากรีกของพระวรสารสหทรรศน์ จี. บัลเทส (G. Baltes) ได้ผสมผสานสมมติฐานเรื่องพระวรสารดั้งเดิมที่ถูกดัดแปลงเข้ากับความมาก่อนของมาระโก: มัทธิว มาระโก และลูกา ใช้แหล่งข้อมูลก่อนพระวรสารสหทรรศน์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรสองแหล่ง (มัทธิวดั้งเดิม [Proto-Matthew] และลูกาดั้งเดิม [Proto-Luke]) ซึ่งมีทั้งในรูปแบบภาษาฮีบรูและภาษากรีก นอกเหนือจากนั้น มัทธิวยังใช้มาระโกเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย (บัลเทส, 592)

2.2 สมมติฐานแบบแยกส่วน
      (The Fragmentary Hypothesis)

2.2.1 ชไลเออร์มาเคอร์ (Schleiermacher)

เอฟ. ดี. อี. ชไลเออร์มาเคอร์ (F. D. E. Schleiermacher) ได้พัฒนาสมมติฐานแบบแยกส่วนขึ้นในหนังสือ Ueber die Schriften des Lukas (ค.ศ. 1817) ของเขา และเขาได้พัฒนามันเพิ่มเติมในหนังสือวิชาการตีความพันธสัญญาใหม่ (ค.ศ. 1838) และในหนังสือบทนำสู่พันธสัญญาใหม่ (ค.ศ. 1845) ของเขา เขาตั้งสมมติฐานว่า ประจักษ์พยานแห่งพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าได้เริ่มเขียนบันทึกรายงานแบบมุขปาฐะของตนเกี่ยวกับเหตุการณ์เดี่ยวๆ ในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าตั้งแต่เนิ่นๆ ในขั้นตอนที่สองเท่านั้นที่พวกเขาได้รวบรวมรายงานที่เกี่ยวข้องกันในเชิงแก่นเรื่องหรือเชิงประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน เมื่อลูกาเขียนพระวรสารของท่าน ท่านเป็น "เพียงผู้รวบรวมและผู้จัดเรียงเอกสารที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งท่านได้นำมาใช้โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นเลย" (ชไลเออร์มาเคอร์ 1817, 301 [คำแปลของผู้เขียน]) พระวรสารสหทรรศน์ทั้งสามฉบับดึงข้อมูลมาจากรายงานแบบมุขปาฐะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในยุคก่อนหน้าเกี่ยวกับพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า และไม่ได้พึ่งพาอาศัยกันทางวรรณกรรม

2.2.2 สมมติฐานแบบหลายขั้นตอนของฝรั่งเศส
          (The French Multiple-Stage Hypothesis)

ในหนังสือ Synopse des quatre Évangiles en français (ค.ศ. 1965–1972) ของพวกเขา เอ็ม.-อี. บัวสมาร์ด (M.-É. Boismard) และ เอ. ลามุย (A. Lamouille) ได้ระบุถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร เอกสารระดับกลาง และขั้นตอนก่อนหน้าของพระวรสารสหทรรศน์ที่สูญหายไปเป็นจำนวนมาก แบบจำลองของพวกเขามีความซับซ้อนมาก ภาพที่ 5 คือรูปแบบที่ถูกทำให้เข้าใจง่ายขึ้นของสมมติฐานแบบหลายขั้นตอนของพวกเขา

2.2.3 สมมติฐานแบบหลายขั้นตอนแบบใหม่
          (A New Multiple-Stage Hypothesis)

ดี. เบอร์เกตต์ (D. Burkett) ได้นำเสนอ "ทฤษฎีหลายแหล่งข้อมูลแบบใหม่" เขาตั้งสมมติฐานว่า ไม่มีพระวรสารสหทรรศน์ฉบับใดในสามฉบับนี้ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลให้อีกสองฉบับ แต่กลับกลายเป็นว่า "พระวรสารสหทรรศน์ทั้งสามฉบับต่างก็ดึงข้อมูลมาจากชุดแหล่งข้อมูลลายลักษณ์อักษรในยุคก่อนหน้าซึ่งปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว" (เบอร์เกตต์ 2004, 1:5-6) มาระโกมีแหล่งข้อมูล มาระโกดั้งเดิม เอ (Proto-Mark A) ร่วมกับมัทธิว และมี มาระโกดั้งเดิม บี (Proto-Mark B) ร่วมกับลูกา ตลอดจนมีตัวบทแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมร่วมกับผู้นิพนธ์พระวรสารอีกสองท่านทั้งคู่หรือเพียงท่านใดท่านหนึ่ง (เบอร์เกตต์ 2004, 224) สมมติฐานเรื่อง Q (ดู 2.6 ด้านล่าง) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความไม่สม่ำเสมอของความสอดคล้องกันทางถ้อยคำระหว่างมัทธิวและลูกาในธรรมประเพณีคู่ขนานของพวกท่านนั้น เป็นเพราะผู้นิพนธ์พระวรสารยังได้ใช้ข้อมูลคู่ขนานกับ Q จากแหล่งข้อมูลที่ทับซ้อนกันหลากหลายแหล่งด้วย (เบอร์เกตต์ 2009, 2:213-14) ตามคำกล่าวของเบอร์เกตต์ ธรรมประเพณีมุขปาฐะไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการของพระวรสารสหทรรศน์

05

BOOK